อำนาจของความรู้
การแอบอ้าง ‘สาธารณะ’ ในนโยบายรัฐ
ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ
ราวหนึ่งปีย้อนหลังก่อนหน้าการปฏิวัติ 19/9/49 ชะตากรรมประเทศชาติถูกกำหนดด้วยการปะทะอย่างแหลมคมระหว่างประชาธิปไตยแบบตัวแทนกับประชาธิปไตยทางตรง (Representative vs. Direct Democracy)
แม้โดยนัยแล้ว ประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะยังครองอำนาจเหนือดินแดนขวานทองไปได้อีกนานโดยได้รับความชอบธรรมจากประชาชน (หากรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ยึดติดอำนาจ หรือภายหลังการเลือกตั้ง เกิดกรณีผู้นำพัวพันการคอร์รัปชั่นและไร้จริยธรรมอย่างประจักษ์ชัดอีกครั้ง)
กระนั้น หากไม่เร่งเปิดพื้นที่แก่ประชาธิปไตยทางตรง ที่ประชาชนมีส่วนร่วม สามารถใช้ความรู้ที่พวกเขาผลิต/สร้างขึ้นมาร่วมกำหนดชะตาชีวิตตนเองทั้งก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐแล้ว ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่ในเกือบทุกปริมณฑลของสังคมไทยจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องด้วยการมุ่งสนองการพัฒนาและเม็ดเงินเป็นที่ตั้ง รัฐได้กีดกัน เบียดขับ ‘ความรู้’ ของภาคส่วนอื่นๆ ให้กลายเป็น ‘อื่น’ (other) ในโยบายสาธารณะ ทั้งที่นโยบายนั้นๆ จะถูกนำมาใช้จัดการ ควบคุม หรือแม้กระทั่งฉกฉวยผลประโยชน์บนฐานทรัพยากรท้องถิ่นไปจากพวกเขา ดังกรณีเขื่อนแม่มูลที่ความรู้ของชาวบ้านแม่มูลมั่นยืนไม่มี ‘ที่ยืน’ หรือต่อให้มีการผสานองค์ความรู้เรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านระหว่างชาวบ้าน เอ็นจีโอ และนักวิชาการก็ยังต้านนโยบายรัฐที่อ้างว่าทำเพื่อพัฒนาประเทศชาติไม่ได้ ไม่ว่าข้อมูลที่รัฐนำมาหักล้าง อ้างอิงนั้นจะพร่องความสมบูรณ์และน่าเชื่อถือมากขนาดไหน
จึงไม่น่าแปลกใจ นับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี 2504 ยันปัจจุบัน ไม่เกินนับนิ้วมือ เราก็ไม่อาจหาชัยชนะของภาคประชาชนดังกรณีต่อต้านเขื่อนน้ำโจน หรือกระทั่งใกล้เคียงอย่างพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความรู้ที่ไม่ได้ผลิต/สร้างจากหน่วยงานภาครัฐมักจะถูกประทับตราว่าไร้ค่า และไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเดินหน้าหรือยุตินโยบายนั้นมีมานมนานแล้ว และคงจะยืดยาวออกไปไม่สุดสิ้น ตราบใดที่นโยบายสาธารณะในความหมายเคร่งครัดว่าต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ยังไม่ได้ถูกผนวกเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนของรัฐ
ทว่า ความจริงกลับสวนทางในอัตราเร่ง ด้วยที่ผ่านมา Stakeholder ที่ภาครัฐนิยามความสำคัญกลับไม่ปรากฏรายชื่อผู้ด้อยอำนาจในสังคมเลย
ที่สำคัญ การไร้ร่องรอย Stakeholder ระดับชาวบ้านในนโยบายสาธารณะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การช่วงชิงทรัพยากรในปริมณฑลประเทศ หากในศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯ ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน ดังกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ ที่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าปัญหาของ Stakeholder อย่างชุมชน โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยใกล้สนามบินต่างไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญของรัฐที่จะแก้ไขมากเท่ากับความฉาวโฉ่เสียหายของรันเวย์ แท็กซี่เวย์ หรือตัวอาคาร แม้ว่าพวกเขาจะเดือดร้อนจากมลพิษทางเสียงกันถ้วนหน้าอันเนื่องมาจากนโยบายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเหมือนกันก็ตาม
และคงไม่มองโลกแง่ร้ายเกินไป หากคำตอบหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ในกรณีสุวรรณภูมิ คือ รัฐ (อาจ) ไม่เคยคำนึงจริงๆ ว่าชาวบ้าน ชุมชน และสถาบันการศึกษารายรอบสนามบินเป็นหนึ่งใน Stakeholder ที่ต้องใส่ใจผลกระทบอย่างจริงจัง
เฉกเช่นเดียวกับกรณีมลพิษมาบตาพุดที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่เราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วในภาคการผลิตนั้น นอกเหนือจาก Stakeholder ระดับผู้ถือหุ้นที่ภาครัฐเอาอกเอาใจแล้ว ชาวบ้านหรือพนักงานโรงงานอยู่ในขอบข่าย Stakeholder ที่รัฐแยแสความเป็นตายร้ายดีมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะยามสุขภาพเสื่อมทรุดลงทุกวันจากมลพิษของโรงงานที่ตนเองส่งเสริม
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนชัดว่ายิ่งนานวัน การชุมนุมคัดค้านต่อต้านประท้วง หรือตั้งเครือข่ายสมัชชาเพื่อผนึกกำลังกันต่อกรของคนหลายล้านทั่วไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐอย่างไม่เป็นธรรมจะยิ่งมากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ดังการชุมนุมประท้วงของประชาชนในปี 2533 จาก 170 ครั้ง สูงเป็น 754 ครั้งในปี 2538
...แล้วหนึ่งทศวรรษที่ล่วงไป ตัวเลขจะทะยานมหาศาลเพียงใด
สนามบินสุวรรณภูมิหรือมาบตาพุดจึงเป็นส่วนเสี้ยวในปรากฏการณ์ใหญ่ที่รัฐไทยกระทำต่อผู้ไม่มีอำนาจหรือคนชายขอบมาเนิ่นนาน แม้จะมีการท้าทายตลอดเวลาจากภาคประชาชน
แต่แล้วบทสรุปก็เหมือนทุกครั้ง คือ พลังภาคประชาชนจะถูกทำให้อ่อนแรงลงไปด้วยมายาคติที่รัฐสร้างขึ้นมาว่าการผลักดันมาตรการลดมลพิษจะไปทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกันก็พยายามยัดเยียดฉลากใหม่ให้กับพวกเรียกร้องว่า ‘ไม่เสียสละเพื่อชาติ’ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้จะชัดเจนมากในกรณีต่อต้านถนน-เขื่อน-โรงไฟฟ้าของประชาชนระดับรากแก้ว ที่จะถูกรัฐและสังคมส่วนใหญ่ตีตราว่าเป็นพวก ‘ขัดขวางการพัฒนาประเทศ’
ทั้งๆ ที่ถ้าเกิดความผิดพลาดในนโยบายสาธารณะ กลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่เดือดร้อนสาหัสก็คือ Stakeholder ระดับรากแก้วนั่นเอง ขณะที่กลุ่มกำหนดนโยบายจะพยายามปัดความรับผิดชอบ (blame avoidance) อันผิดไปจากทฤษฎีที่ผู้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ดังประจักษ์ชัดจากนโยบายสุวรรณภูมิ
ดังนั้น การเรียกร้องที่จะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะที่เชื่อมร้อยชะตากรรมของตนเองเอาไว้จึงไม่ใช่การผิดบาปแต่อย่างใด เพราะการผิดบาปแท้จริงน่าจะเป็นภาครัฐมากกว่าที่นอกจากจะกีดกัน ‘ความรู้-ภูมิปัญญา’ ที่มีของชาวบ้านให้หลุดออกไปจากเวทีการต่อรองนโยบายสาธารณะแล้ว ยังพยายามบิดเบือนเจตนารมณ์ของนโยบายสาธารณะเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องบนความสูญเสียของประชาชน
อีกทั้งการที่รัฐเรียกร้องให้ประชาชน ‘รักชาติ’ หลายคราวครั้งตั้งมั่นอยู่บนฐานปิรามิดการเสียสละของประชาชนส่วนใหญ่ในชาติ ขณะที่ส่วนน้อยบนยอดปิรามิดเดียวกัน ผู้กุมอำนาจต่างกอบโกยผลประโยชน์จากช่องโหว่ในนโยบายนั้นกันอย่างเมามัน!
การผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย จึงไม่อาจตัดขาดจาก ‘ความรู้ของ Stakeholder ระดับรากแก้ว’ ด้วยด้านหนึ่งความรู้ของคนชายขอบเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดการบิดเบือนเจตนารมณ์ของนโยบายสาธารณะที่เริ่มต้นด้วยความปรารถนาดีให้กลับมาเลวร้ายได้ง่ายๆ อีกต่อไป ขณะที่อีกด้านของเหรียญ แม้จะไม่อาจยับยั้งนโยบายนั้นๆ ได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้สังคมรู้เท่าทัน หากผู้กุมอำนาจรัฐพยายามนำพานโยบายไปในทางที่สนองความต้องการปัจเจก
เหนืออื่นใด นโยบายสาธารณะต้องคำนึงพลวัตทางสังคมอันผันผวน โดยเฉพาะมิติการช่วงชิงทรัพยากรระหว่างชาวบ้าน-ทุน-รัฐ ที่นับวันชาวบ้านจะต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มองว่านโยบายสาธารณะทั้งมวลที่สร้างโดยรัฐจะเลวร้าย หรือความขัดแย้งรุนแรงในประเทศชาติล้วนเป็นผลผลิตจากนโยบายรัฐ เพียงแต่ปรารถนาจะชี้ชวนให้เห็นว่าหากรัฐไม่ปรับกระบวนทัศน์ด้วยการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจเสียใหม่ และหันมาให้ความสำคัญกับความรู้ของ Stakeholder ที่ตัวเองเคยละเลย ก็ยากจะผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นได้
เพราะอำนาจของความรู้ของ Stakeholder ชายขอบเหล่านี้เองที่จะไปขจัดภาพนโยบายสาธารณะเทียมๆ และผู้กุมอำนาจรัฐที่ชอบแอบอ้างคำว่า ‘สาธารณะ’ แสวงหาประโยชน์ได้ ไม่เฉพาะเมืองไทยในช่วงขวบปีผ่านมาที่ภาคประชาชนมีขยับชิดใกล้ความสำเร็จ... แต่ในระดับโลก ความเชื่อของสาธารณะอย่างงมงายว่าอนาคตโลกน้ำเงินครามใบน้อยนี้กำลังอันตรายจากการปะทะทางอารยธรรม (Clash of Civilizations) ระหว่างตะวันออก (อิสลาม) กับตะวันตก (อเมริกา) ตามภาพฝันของมหาอำนาจ ก็กำลังถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงจากความรู้ที่เคยเป็นชายขอบ ก่อนจะนำมาสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ตีแผ่ว่าการอ้าง ‘ความมั่นคงของโลก (สาธารณะ)’ แท้จริงแล้วก็คือความพยายามธำรงความมั่นคงของตนเองเท่านั้น
--------------------------------------------------------------
คอลัมน์เวทีนโยบายสาธารณะ
แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
http://www.hppthai.org/autopage/print.php?h=44&s_id=113&d_id=111&page=1
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?newsid=9500000017296
หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ | เวทีทัศนะ
13 กุมภาพันธ์ 2550 00:49 น.